Thursday, December 17, 2009

Google Pagerank คือ อะไร ?

Google Pagerank หรือ PR คือ ค่าลำดับคะแนนที่ Google ประเมินให้กับคุณภาพของเนื้อหา ในหน้าเว็บเพจแต่ละหน้า ที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ (หลาย ๆ คนอาจเข้าใจผิดว่า Pagerank คือ การประเมินคะแนนของทั้งเว็บไซต์ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ) โดยคะแนนที่ปรากฎจะอยู่ในช่วงระหว่าง 0 ถึง 10 สำหรับหน้าเว็บเพจที่ไม่มีค่า Pagerankระบบจะแจ้งเป็น “No PageRank information available”


จะสามารถตรวจสอบค่า Pagerankได้อย่างไร ?
ค่า Pagerankสามารถ ตรวจสอบได้โดยใช้ Google Toolbar (สามารถ Download ได้ที่ http://toolbar.google.com/) ใช้ได้กับทั้ง Microsoft Internet Explorer และ Mozilla FireFox ซึ่งเมื่อติดตั้งแล้วจะมีแถบวัดค่า Pagerank แสดงผลลัพธ์ของแต่ละหน้า เมื่อเรียกดูหน้าเว็บเพจนั้น ๆ ผ่านโปรแกรม Web Browser

มีเว็บไซต์ไหนบ้างที่มีค่าคะแนน Pagerank สูง ๆ
เว็บไซต์เหล่านี้ จากการตรวจสอบ ณ. เวลาปัจจุบันมีค่า Pagerankสูงครับ (ทั้ง 3 เว็บเป็นเว็บที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก)

  • http://www.adobe.com/ มีค่าคะแนน Pagerank 10
  • http://www.w3.org/ มีค่าคะแนน Pagerank 10
  • http://www.nasa.gov/ มีค่าคะแนน Pagerank 10


ทำอย่างไรจึงจะได้ Pagerank คะแนนสูง ๆ

Google มีการเปลี่ยนแปลงอัลกอลิธึมต่าง ๆ อยู่เสมอ และไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับสูตรการคิดคำนวนค่าคะแนน Pagerank ของหน้าเว็บเพจว่าคำนวนคะแนนอย่างไร แต่จากที่สังเกตในกลุ่มผู้สนใจ SEO ต่างมีความเชื่อว่าการทำเว็บให้เหมาะสมกับ Factor ต่าง ๆ ส่งผลให้ค่า Pagerank สูงขึ้น (สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับ On-Page Factor และ Off-Page Factor ได้ที่นี่) โดยเฉพาะ Link Popularity ที่เป็นหัวใจของ การทำ SEO ถ้าได้ Backlinks จากหน้าเว็บเพจที่มีค่าคะแนน Pagerank สูง จะส่งผลให้คะแนน Pagerank ของหน้าที่ถูก Links สูงขึ้นตามไปด้วย

ต้องรอนานแค่ไหนหน้าเว็บจึงจะมีค่าคะแนน Pagerank ?
ปกติ Google จะอัพเดทค่า Pagerank ประมาณปีละ 3 - 4 ครั้ง การอัพเดทแต่ละครั้ง ไม่มีกำหนดการที่แน่นอน และการอัพเดทแต่ละครั้ง อาจทำให้ค่าคะแนนของหน้าเว็บเพจเปลี่ยนไปได้ ซึ่งอาจจะส่งผลให้หน้าเว็บเพจที่เคยมีค่าคะแนน Pagerank ถูกปรับคะแนนให้เท่าเดิม มากขึ้น หรือน้อยลง อยู่ที่สูตรการประเมินของการอัพเดทแต่ละครั้ง

Fake Pagerank ?
แน่นอนครับ ถ้าผมเขียนเรื่อง Google Pagerank แล้ว ก็คงต้องเขียนถึงเรื่องการหลอกค่าคะแนน Pagerank หรือ ที่เรียกกันว่า Fake PR ด้วย ค่าคะแนน Pagerank สามารถหลอกได้ด้วยหรือไม่ ต้องขอตอบว่า “ได้ครับ” (แต่ไม่แนะนำให้ทำ เพราะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับเว็บที่ทำเลย) วิธีง่ายที่สุดที่นิยมทำกันคือ ทำการ Redirect ให้ Google เข้าใจผิด และสับสนระหว่างการตัดสินใจให้คะแนนหน้าเว็บเพจ เช่น เว็บ sample.com ทำ redirect ไปที่หน้าเว็บของ google.com ค่าคะแนน Pagerank ที่ sample.com ได้อาจจะเป็นค่าคะแนนของ google.com แทน

มีวิธีตรวจสอบอย่างไร ว่า Fake Pagerank หรือไม่ ?
วิธีตรวจสอบอย่างง่ายทำได้โดยตรวจสอบจากหน้าเอกสารที่ Google บันทึกไว้ โดยการค้นหาผ่าน Google Search Box ด้วยคำค้นตัวอย่าง เช่น cache:sample.com ให้สังเกตการแสดงผลของผลลัพธ์ที่ได้ ว่าตรงกับหน้าเว็บปัจจุบันของ sample.com หรือไม่ ถ้าไม่ตรงกัน (อาจจะมองเห็นเป็นคนละเว็บต่างโดเมนกันเลย) แสดงว่า Fake ครับ

สุดท้าย อย่ายึดติดกับค่าคะแนนของ Pagerank ครับ เพราะในปัจจุบัน Pagerank มีบทบาทและความสำคัญกับการทำ SEO น้อยมาก ๆ และดูเหมือนว่าจะไม่มีความสัมพันธ์กับอันดับผลลัพธ์จากการค้นหา (SERP) ใน Google Search แล้ว

ที่มา: http://seo.siamsupport.com/

On-Page Factor และ Off-Page Factor

ถ้าพูดกันถึงเรื่องการทำ SEO คงมีหลายครั้งที่มีคนพูดถึง Factor หรือ ปัจจัยต่าง ๆ ของการทำ SEO
ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ On-Page Factor และ Off-Page Factor


On-Pages Factor คือ ทุกสิ่งที่ Search Engine สามารถมองเห็นจากเว็บไซต์ เช่น
เนื้อหา หัวเรื่อง การเชื่อมโยง เป็นต้น เหมือนกับที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้จากโปรแกรม Text Browser
ซึ่งในการทำ On-Page Factor ควรคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

  1. ที่ Title Tag ควรใส่คำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาภายในหน้าเอกสารนั้น ๆ เช่น ถ้าเนื้อหาของหน้าเว็บนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกร้อน ควรใช้ Title ว่า “โลกร้อน”
  2. ควรวางขอบเขตของเนื้อหาในเอกสารแต่ละหน้า เช่น ถ้าต้องการเขียนเรื่องข้อมูลภาพยนตร์ ก็ไม่ควรให้มีข้อมูลอื่น ๆ เช่น เล่นเกม ฟังเพลง ปนอยู่
  3. การสร้าง Links ควรเชื่อมโยงไปที่หน้าเอกสาร ที่เกี่ยวกับข้อความที่ปรากฎใน Links เช่น การทำ HyperLinks ที่ข้อความว่า “ภาพยนตร์” ก็ควร Links ไปในหน้าที่มีข้อมูลภาพยนตร์ ไม่ควร Link ไปในหน้าที่มีเนื้อหาอื่น ๆ เช่น เนื้อเพลง หรือ กลอน
  4. พยายามจัดกลุ่มของเนื้อหา และการเชื่อมโยงต่าง ๆ ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย
  5. พยายามตั้งชื่อไฟล์ให้สอดคล้องกับหัวข้อของเนื้อหาภายในหน้าเอกสาร

Off-Pages Factor คือ สิ่งต่าง ๆ ที่ Search Engine ไปพบเจอมา ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎอยู่ในหน้าเอกสารเว็บไซต์ ดังเช่น

  • การทำ Sitemap
  • การเพิ่ม Link Popularity
  • การเพิ่มรายชื่อเว็บไซต์ใน Directory Listing
  • การทำ Social Networking

สรุป On-Page Factor คือ การ Optimisation เนื้อหาภายในหน้าเว็บให้มีความเหมาะสมกับการทำ SEO (หลาย ๆ คนบอกว่าเป็นปัจจัยภายใน) ส่วน Off-Page Factor คือ การ Optimisation สิ่งที่ไม่ใช่เนื้อหาของเว็บไซต์ (หลาย ๆ คนบอกว่าเป็นปัจจัยภายนอก) ซึ่งปัจจัยทั้งสองนี้มีความสำคัญทั้งคู่ ควรปรับแต่งให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กันครับ

ที่มา: http://seo.siamsupport.com/

Link Popularity หัวใจของ การทำ SEO

ผมฟังจากการบอกต่อ ๆ กันมาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ว่า การทำ SEO นั้นหัวใจอยู่ที่ Link Popularity ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาพูดเรื่องของ Link Popularity กันครับ

Link Popularity คือ อะไร (What is Link Popularity ?)

Link Popularity คือ จำนวนหน้าเว็บที่ Links เข้ามาในหน้าหนึ่ง ๆ ของเว็บไซต์ พูดง่าย ๆ คือ จำนวน Links นั่นเอง ไม่มีความหมายใด ๆ แฝงอยู่

ประเภทของ Link Popularity (Type of Link Popularity)
Link Popularity สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  • One-Way Links หรือ 1-Way Links คือ การ Links แบบทางเดียว เช่น เว็บไซต์ A ทำ Links ไปที่เว็บไซต์ B แต่เว็บไซต์ B ไม่ต้องทำ Links กลับไปเว็บไซต์ A
  • Two-Way Links หรือ 2-Way Links คือ การ Links แบบสองทาง เช่น เว็บไซต์ A ทำ Links ไปที่เว็บไซต์ B และ เว็บไซต์ B ต้องทำ Links กลับไปหาเว็บไซต์ B ด้วย
  • Three-Way Links หรือ 3-Way Links คือ การ Links แบบสามทาง เช่น เว็บไซต์ A ทำ Links ไปที่เว็บไซต์ B แต่เว็บไซต์ B ให้เว็บไซต์ C ทำ Link กลับไปหาเว็บไซต์ A แทน

ซึ่งการทำ One-Way Links และ Three-Way Links ตามตัวอย่างข้างต้น จะส่งผลดีให้กับเว็บไซต์ B มากกว่าการทำ Two-Way Links ในมุมมองของ SEO


ประโยชน์ของ Link Popularity (Benefit of Link Popularity)

  1. การที่มี Links เข้าหาเว็บไซต์มาก ทำให้โอกาสที่ Robot ของ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูลในเว็บไซต์มีมาก
  2. เพิ่มโอกาส และ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์
  3. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์
ที่มา: http://seo.siamsupport.com/

โครงสร้างไดเรคทอรี่ และการตั้งชื่อไฟล์สำหรับการทำ SEO

เคยสังเกตบ้างไหมครับ ว่า การตั้งชื่อไฟล์ และ ไดเรคทอรี่ มีผลกับการทำ SEO ด้วย ถ้าผมจะเน้น Keyword คำว่า SEO Tool ลองเปรียบเทียบระหว่าง

A. http://seo.siamsupport.com/seo-tool.htm
B. http://seo.siamsupport.com/seo_tool.htm
C. http://seo.siamsupport.com/seo-tool.php
D. http://seo.siamsupport.com/seo_tool.php
E. http://seo.siamsupport.com/seo-tool/
F. http://seo.siamsupport.com/seo_tool/
G. http://seo.siamsupport.com/index.php?page=seo-tool
H. http://seo.siamsupport.com/seo/tool/

คุณคิดว่าแบบไหน Search Engines จะชอบมากกว่ากันครับ ในความคิดส่วนตัวของผม Search Engines น่าจะชอบแบบ H. และรองมาคือ E. F. A. B. C. D. G. ตามลำดับ

เป็นที่น่าสังเกตว่าโดยปกติแล้วชื่อโดเมน ไม่สามารถตั้งให้มีเครื่องหมายขีดล่างได้ แต่การตั้งชื่อไฟล์โดยปกติแล้ว นักพัฒนาเว็บไซต์ หรือ นักพัฒนาโปรแกรม มักใช้เครื่องหมายขีดล่าง คั่นระหว่างคำ (ผมสังเกตจากเว็บไซต์ทั่ว ๆ ไป นะครับ) เพราะเครื่องหมายขีดกลาง โปรแกรมบางประเภทมองเป็นค่าพารามิเตอร์ อ่านแล้วอาจจะ งง ใช่ไหมครับ สรุป คือ นอกจากแบบ H. แล้ว ความคิดส่วนตัวของผม (ย้ำว่าส่วนตัวจริง ๆ นะครับ) การแบ่งคำควรใช้ขีดกลางมากกว่าขีดล่างครับ

ศัพท์น่ารู้

  • ไดเรคทอรี่ หรือ โฟลเดอร์ คือ แฟ้มสำหรับจัดเก็บเอกสารในระบบคอมพิวเตอร์
  • ไฟล์ คือ เอกสารในระบบคอมพิวเตอร์
ที่มา: http://seo.siamsupport.com/

การตั้งชื่อโดเมน สำหรับ SEO

เว็บไซต์ที่มีชื่อโดเมนตรงกับคำค้น มักจะแสดงผลลัพธ์จากการค้นหาโดย Search Engine ในตำแหน่งที่ดี ตรงกับคำพูดที่ว่า “แค่ชื่อดี มีชัยไปกว่าครึ่ง”

ชื่อโดเมน หรือ โดเมน คือ ชื่อที่ใช้เรียกแทนตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย แทนการใช้หมายเลข IP Address ถ้าจะให้เปรียบเทียบแล้ว IP Address คือ บ้านเลขที่ แต่ชื่อโดเมน คือ ชื่อบ้าน หรือ ชื่ออาคาร และแน่นอนว่าถ้ากล่าวถึงชื่อโดเมนแล้ว สิ่งที่คู่กัน คือ นามสกุลโดเมนต้องถูกกล่าวถึงด้วยเช่นกัน นามสกุลของโดเมนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • gTLD (Generic Top Level Domain) คือ นามสกุลโดเมนทั่ว ๆ ไป เช่น .com .net .org .biz .info
  • ccTLD (Country Code Top Level Domain) คือ นามสกุลโดเมนของประเทศ หรือ ภูมิภาค เช่น .in.th .co.uk

ความเชื่อเกี่ยวกับ ชื่อโดเมน และ การทำ SEO

  1. ชื่อโดเมนทีเ่ป็น ccTLD จะส่งผลดีด้าน SEO กับคำค้นที่เป็นภาษาของประเทศหรือภูมิภาคนั้น ๆ
  2. ชื่อโดเมนที่เป็น gTLD จะส่งผลดีด้าน SEO กับการค้นหาโดย Search Engine ทั่วโลก
  3. โดเมนที่ใคร ๆ ต้องการ และได้รับความนิยมสูง คือ .com รองมาคือ .net และ .org ตามลำดับ
  4. โดเมนที่จดทะเบียนมาแล้วหลาย ๆ ปี จะมีผลดีด้าน SEO มากกว่าโดเมนที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่
  5. การตั้งชื่อโดเมนให้ตรงกับคำค้น จะทำให้ผลลัพธ์จากการค้นหาโดย Search Engine อยู่ในตำแหน่งที่ดี

ศัพท์น่ารู้

IP Address
คือ หมายเลขที่ตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

ที่มา: http://seo.siamsupport.com/

การออกแบบเว็บไซต์ สำหรับ SEO

การออกแบบเว็บไซต์ที่ดี (Design and Content Guidelines) ควรมีลักษณะดังนี้
  1. ควรออกแบบเว็บไซต์ให้มี Navigation สำหรับเชื่อมโยงทั่วถึงกันแต่ละหน้า เพื่อให้ Robot ของ Search Engine สามารถ Crawl ได้อย่างทั่วถึง
  2. ควรจัดทำ Sitemap ของเว็บไซต์
  3. ควรใช้ Header Tags สำหรับหัวข้อที่สำคัญ
  4. ควรจัดทำเนื้อหาที่ชัดเจน มีการเน้นจุดต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลสำคัญ ด้วยการใช้ตัวอักษรตัวหนา (Bold) ตัวเอียง (Italic) หรือขีดเส้นใต้ (Underline) ตามความเหมาะสม
  5. ควรใช้ Title Tags สำหรับ Hyperlinks และ Alt Tags สำหรับรูปภาพ
  6. ควรควบคุมปริมาณการเชื่อมโยง (Hyperlinks) ไม่ควรเกิน 100 Links ต่อหนึ่งหน้า
  7. ควรควบคุมขนาดการแสดงผลหน้าเว็บไซต์ (ทั้ง Text และ Images และ Multimedia ทั้งหมด) ให้มีขนาดที่เหมาะสม

ศัพท์น่ารู้

  • Navigation คือ หัวข้อ หรือ เมนู หรือ รายการต่าง ๆ ที่เป็นหน้าหลัก ๆ ของเว็บไซต์
  • Crawl คือ การเดินทางของ Robot ซึ่งจะเดินทางไปตามการเชื่อมโยงต่าง ๆ
  • Sitemap คือ แผนผังของเว็บไซต์ (คล้าย ๆ กับการทำ สารบัญ)
  • Header Tags คือ Tags ที่ใช้กำหนดหัวเรื่อง หรือหัวข้อ เช่น

  • Alt Tags หรือ Alternative Tags คือ Tags ที่ใช้แสดงข้อความเมื่อไม่สามารถแสดงรูปภาพได้ เป็น Attribute ภายใต้ Tags ”…”
ที่มา: http://seo.siamsupport.com/

Tuesday, December 15, 2009

การทำ SEO

การทำ SEO ถูกจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

White Hat SEO (SEO หมวกสีขาว)

การทำ SEO ประเภท White Hat คือ การทำเว็บคุณภาพ และทำ SEO โดยยึดแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่ Search Engine หลาย ๆ ค่ายแนะนำไว้ ซึ่งควรมีลักษณะดังนี้
- หลีกเลี่ยงการทำ Hidden text หรือ Hidden Links
- หลีกเลี่ยงการทำ Doorway
- ไม่ทำ Spam Keyword
- ไม่ทำ Duplicate Content
- ไม่ทำ Cloaking หรือ Sneaky Redirects

Black Hat SEO (SEO หมวกสีดำ)

การทำ SEO ประเภท Black Hat คือ การทำ SEO โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติเพื่อให้ได้ประโยชน์ทาง SEO โดยไม่สนใจถึงความเหมาะสม ตามลักษณะที่ตรงข้ามกับการทำ White Hat SEO ทุกประการ (ไม่แนะนำให้ทำอย่างยิ่ง)

นอกจากหมวกขาวและหมวกดำแล้ว ในปัจจุบันยังมีการแบ่งประเภทแบบไม่เป็นทางการอีก 1 ประเภท คือ Gray Hat SEO (SEO หมวกสีเทา) ที่ทำ SEO แบบกึ่งหมวกขาวและหมวกดำ
ตัวอย่างเช่น การทำ Spam Keyword โดยการแต่งประโยคที่มี Keyword อยู่ในประโยคมาก ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำ Black Hat SEO จะได้ผลเร็ว แต่ก็มักจะได้ผลแค่ระยะสั้น ๆ จึงขอสนับสนุนให้นัก SEO ทุกท่านทำเว็บด้วย White Hat SEO เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวครับ

ศัพท์น่ารู้

  • Hidden Text คือ การซ่อนข้อความ ไม่ให้เห็นโดยมนุษย์แต่สามารถเห็นได้โดย Robot ของ Search Engine เช่น การทำสีตัวอักษรกับสีพื้นหลังเป็นสีเดียวกัน
  • Hidden Links คือ การซ่อนลิงค์ ไม่ให้เห็นโดยมนุษย์แต่สามารถเห็นได้โดย Robot ของ Search Engine เช่น การใช้ style=”display:none” ครอบแท็กของ Hyperlinks
  • Spam Keyword คือ การทำหน้าเว็บที่มีแต่ Keyword มากมาย
  • Duplicate Content คือ การคัดลอกหน้าเว็บให้เหมือนกัน เพื่อเพิ่มจำนวนหน้าของเว็บแบบไม่มีคุณภาพ
  • Doorway คือ การส่ง Robot ของ Search Engine ไปในหน้าที่มีแต่ Keyword ก่อนแสดงผลหน้าเว็บที่มีเนื้อหา
  • Cloaking คือ การทำหน้าเว็บที่แสดงผลแตกต่างกัน เมื่อถูกเรียกโดย Robot ของ Search Engine และผู้เข้าชมเว็บทั่ว ๆ ไป (แสดงผลให้คนอย่างหนึ่ง ให้บอทอย่างหนึ่ง)
  • Sneaky Redirects คือ การเปลี่ยนการแสดงผลจากหน้าหนึ่ง ไปอีกหน้าหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ที่มา: http://seo.siamsupport.com/